Overview

ภาพรวมโครงสร้างของ App Lite

ตัวโปรแกรมแบ่งงานเป็น 3 กลุ่มใหญ่

  • กลุ่มตัดต่ออัตโนมัติ: AI AutoCut และ Smart Auto
  • กลุ่มประกอบ A/B Roll: A/B Roll และ Batch AB Roll
  • กลุ่มช่วยจัดการงาน: Explorer, Monitor, History และ Activation

แนวคิดของ App Lite คือให้คนทำคอนเทนต์ทำงานจบในโปรแกรมเดียว ตั้งแต่ตรวจโฟลเดอร์, เริ่มประมวลผล, เปิดผลลัพธ์, ไปจนถึงตรวจย้อนหลัง

ลำดับการใช้งานที่แนะนำ

  1. เริ่มจาก Activation ถ้าเป็นเครื่องใหม่หรือยังไม่ได้ยืนยันสิทธิ์ใช้งาน
  2. ถ้าไฟล์ยังไม่เป็นระเบียบ ใช้ Explorer เพื่อตรวจโครงสร้างก่อน
  3. เลือก AI AutoCut หรือ Smart Auto สำหรับงาน auto cut ปกติ
  4. เลือก A/B Roll หรือ Batch AB Roll สำหรับงานประกอบคลิปสินค้า
  5. ใช้ History และ Monitor เพื่อตรวจงานระหว่างทำและย้อนดูงานย้อนหลัง
หน้าจอ AI AutoCut จากโปรแกรมจริง
หน้าจอ AI AutoCut เน้น flow แบบลากครั้งเดียวแล้วให้ระบบจัดการต่อให้
อัปเดตล่าสุด: เพิ่มเคสจริงจาก D:\TestForCap พร้อมภาพ 11 ใบและลำดับทำงานทีละขั้น เข้าได้ที่หน้าแท็บ AI AutoCut: Real Case และ Step by Step
Explorer vdo_ai with real files and video cover preview
ไฟล์จริงใน vdo_ai พร้อมแสดงภาพปกคลิปตัวอย่างในแผง Preview
Explorer vdo_long with real files and video cover preview
ไฟล์จริงใน vdo_long พร้อมพรีวิวภาพจากคลิปในโปรแกรมจริง

แท็บนี้ใช้ทำอะไร

AI AutoCut เป็นแท็บหลักสำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูงและลดการกดหลายขั้นตอน ผู้ใช้ลากโฟลเดอร์สินค้าเข้ามาแล้วให้ระบบสแกนไฟล์, จัดเข้ากลุ่ม, ประเมินโหมดที่ใช้ได้, และเตรียม preflight ก่อนเริ่ม render

  • เหมาะกับงานที่ข้อมูลอยู่รวมกันในโฟลเดอร์เดียว
  • ลดงานมือในการแยกไฟล์ก่อนเริ่มตัดต่อ
  • มี quick action สำหรับเปิด process, output และ report ทันที

ผู้ใช้เห็นอะไรบนหน้าจอ

  • โซนลากโฟลเดอร์หรือกด browse เพื่อเลือกแหล่งข้อมูล
  • บล็อกสรุปจำนวนไฟล์ที่ตรวจพบ เช่น วิดีโอ AI, วิดีโอยาว และ audio
  • พื้นที่ preflight ที่สรุป mode, audio plan, runtime และ warning
  • ปุ่มหลักอย่าง START, STOP, Rescan, Open Output และ Open Report
  • พื้นที่ progress และ log สำหรับดูสถานะรันงานแบบต่อเนื่อง

ขั้นตอนใช้งานแนะนำ

  1. ลากโฟลเดอร์สินค้าหรือโฟลเดอร์รวมไฟล์เข้ามา
  2. รอให้ระบบสแกนและแสดงผล preflight ให้ครบ
  3. ตรวจ warning ถ้ามี เช่น ไฟล์ไม่ครบหรือ mode ที่ใช้ไม่ได้
  4. กด START เพื่อให้ระบบประมวลผล
  5. หลังงานจบ ใช้ Open Output หรือ Open Report เพื่อตรวจงานต่อ

อินพุตและผลลัพธ์

  • อินพุตหลักคือโฟลเดอร์ที่มีไฟล์วิดีโอและเสียงสำหรับสินค้านั้น
  • ระบบประเมินเงื่อนไขเพื่อเลือก mode ที่เหมาะสมกับไฟล์ที่พบ
  • ผลลัพธ์คือไฟล์ตัดต่อที่พร้อมใช้งาน พร้อม report สำหรับตรวจย้อนหลัง
  • ถ้าเงื่อนไขไม่ครบ ระบบจะขึ้นเป็นโหมด skip แทนการฝืนรันแบบผิดเงื่อนไข
หน้าจอ Smart Auto จากโปรแกรมจริง
Smart Auto ให้ workflow แบบอัตโนมัติ แต่เปิดให้คุมพารามิเตอร์ output ได้มากกว่า AI AutoCut

จุดต่างจาก AI AutoCut

Smart Auto เหมาะกับคนที่ยังอยากใช้ระบบช่วยอัตโนมัติ แต่ไม่ต้องการยอมให้ค่าทุกอย่างเป็นค่า default หน้านี้เปิดโอกาสให้คุม output, ระยะเวลา, encoder และรายละเอียดการ export ได้มากขึ้น

  • ยังเร็วกว่า workflow แบบ manual เต็มรูปแบบ
  • เหมาะกับทีมที่ต้องการมาตรฐาน output หลายโปรไฟล์
  • ใช้เมื่อ AI AutoCut เร็วเกินไปแต่คุมไม่พอ

องค์ประกอบสำคัญบนหน้าจอ

  • พื้นที่เลือกโฟลเดอร์งานและสรุปไฟล์ที่พบ
  • ฟอร์มตั้งค่าความยาว output หรือช่วงเวลาที่ต้องการ
  • ตัวเลือก encoder, preset, คุณภาพ และ resolution
  • ปุ่มสั่งงานหลักและแถบสถานะสำหรับติดตามผล

วิธีใช้งานโดยย่อ

  1. เลือกโฟลเดอร์งานหรือ product folder
  2. ตรวจให้ครบว่า input ที่ต้องใช้พร้อมจริง
  3. ตั้งค่า output ตามแพลตฟอร์มหรือโปรไฟล์ที่ต้องการ
  4. สั่งรันงานและดูผลผ่าน progress/log ในหน้าเดียวกัน

เหมาะกับงานแบบไหน

  • งานที่ต้องส่งหลายแพลตฟอร์มและต้องการ output ไม่เท่ากัน
  • งานที่ operator ต้องคุมเวลา output เองให้ตรง requirement
  • งานที่ต้องการความเร็วแบบ auto แต่ยังไม่อยากเสียการควบคุมเรื่องคุณภาพ
หน้าจอ A/B Roll จากโปรแกรมจริง
แท็บ A/B Roll สำหรับประกอบ A-Roll, B-Roll และ audio แบบทีละงาน พร้อมการคุมจังหวะการสลับภาพ

แท็บนี้ตอบโจทย์อะไร

A/B Roll ใช้กับงานที่ต้องประกอบคลิปหลักกับคลิปแทรกอย่างตั้งใจ โดย operator ต้องการเลือกแหล่ง A, แหล่ง B และเสียงเอง พร้อมคุมความยาวช่วง, จำนวน B ต่อ A และการ export ทีละงาน

  • เหมาะกับงานประกอบสินค้ารายตัวที่ต้องดูจังหวะให้เนียน
  • รองรับ audio แบบ optional เพื่อใช้เสียงเสริมหรือดนตรีประกอบ
  • มี preview ช่วยตรวจแนวงานก่อน render จริง

สิ่งที่ผู้ใช้ต้องใส่

  • โฟลเดอร์ A-Roll หรือ source หลักของงาน
  • โฟลเดอร์ B-Roll สำหรับคลิปแทรก
  • ไฟล์หรือโฟลเดอร์ audio ถ้าต้องการใช้เสียงเฉพาะ
  • ค่าต่าง ๆ เช่น seg min/max, B per A, encoder, preset, FPS และ resolution

ลำดับการทำงาน

  1. ลาก A, B และ audio ลงในพื้นที่ที่กำหนด
  2. ตรวจการตั้งค่าความยาวและรูปแบบ export
  3. ลองกด preview เพื่อตรวจ flow และจังหวะภาพ
  4. ถ้าพอใจแล้วค่อยกด START AB ROLL เพื่อ render เต็ม
  5. เปิด output หรือ report เพื่อ QC งานหลังจบ

ผลลัพธ์ที่ได้

  • วิดีโอ A/B Roll ที่ export ตาม setting ที่กำหนด
  • progress และ log ที่ช่วยตามดูสเต็ประหว่างงานรัน
  • report สำหรับตรวจว่ารอบนั้นใช้ input อะไรและเกิด warning อะไรบ้าง
หน้าจอ Batch AB Roll จากโปรแกรมจริง
Batch AB Roll ใช้สำหรับวนงานหลายสินค้าในรอบเดียวและรวม output ไว้ที่โฟลเดอร์กลาง

หน้าที่ของแท็บนี้

Batch AB Roll คือเวอร์ชัน batch ของ A/B Roll แทนที่จะเลือกทีละสินค้าด้วยมือ ผู้ใช้ชี้ไปที่ product root แล้วปล่อยให้ระบบวนแต่ละโฟลเดอร์สินค้าให้เอง เหมาะกับงานที่ต้องเรนเดอร์จำนวนมากในคราวเดียว

  • สแกนหลายสินค้าใน root เดียว
  • รวมผลลัพธ์ไว้ที่ root/output
  • ข้ามสินค้าที่ข้อมูลไม่ครบโดยไม่ล้มทั้ง batch

กติกาโครงสร้างที่รองรับ

  • แต่ละสินค้าอยู่ในโฟลเดอร์ย่อยของ product root
  • ภายในสินค้าให้มี a หรือ A และ b หรือ B
  • ถ้ามี audio จะถูกใช้ก่อนเป็นอันดับแรก
  • ถ้าไม่มี audio ของสินค้า ระบบจะ fallback ไปใช้ global audio
  • ถ้าไม่มีทั้งสองอย่าง จะคงเสียงจาก A clip ตามที่กำหนดไว้

กติกาการวนและการข้ามงาน

  • มีตัวเลือก Outputs / Product ให้กำหนดจำนวนที่ต้องการต่อสินค้า
  • ถ้าขอ 5 ชิ้น แต่สินค้านั้นมี A clip ใช้ได้จริงแค่ 3 ชิ้น ระบบจะทำ 3 แล้วข้ามไปสินค้าถัดไป
  • การข้ามจะบันทึกสถานะไว้ใน log/report แทนการโยน error ให้ batch หยุดทั้งก้อน
  • ชื่อไฟล์ผลลัพธ์จะอิงชื่อโฟลเดอร์สินค้า เพื่อให้ตามงานกลับง่าย

ผลลัพธ์และประโยชน์

  • ผลลัพธ์ทั้งหมดถูกรวมไว้ที่ root/output จุดเดียว
  • ลดเวลา operator ในงานสินค้าหลายสิบหรือหลายร้อยชิ้น
  • เหมาะกับทีมที่ต้องส่งงานรายวันและไม่ต้องการเปิดทีละ product folder
  • ช่วยลดความเสี่ยงจากการกดผิดหรือหลง output หลายตำแหน่ง
หน้าจอ Explorer จากโปรแกรมจริง
Explorer ใช้สำรวจโครงสร้างโฟลเดอร์และตรวจความพร้อมของงานก่อนเริ่มประมวลผล

แท็บนี้มีประโยชน์อย่างไร

Explorer ไม่ได้ใช้ render โดยตรง แต่มีประโยชน์มากในช่วงเตรียมข้อมูล เพราะช่วยให้เห็นว่าโฟลเดอร์สินค้าจัดถูกหรือยัง, ไฟล์ครบหรือไม่, และมีส่วนไหนที่ควรแก้ก่อนส่งเข้าระบบตัดต่อ

เหมาะกับ workflow ไหน

  • งานที่รับไฟล์จากหลายคนแล้วต้องตรวจความพร้อมก่อนรัน
  • งานที่ต้องการสร้างมาตรฐานโครงโฟลเดอร์เดียวกันทั้งทีม
  • งานที่มีหลายสินค้าและต้องเช็กว่าแต่ละตัวขาด A, B หรือ audio หรือไม่

ผู้ใช้เห็นอะไรในหน้า

  • รายการหรือโครงสร้างโฟลเดอร์ที่เลือก
  • ตัวช่วยดูว่าใน product folder มีองค์ประกอบอะไรบ้าง
  • พื้นที่สรุปข้อสังเกต เช่น ไฟล์หาย, โครงสร้างไม่ตรง, หรือพร้อมใช้งาน

สิ่งที่ได้จากการใช้ก่อนรันจริง

  • ลดงานแก้ปัญหากลางทาง
  • ทำให้การตั้งชื่อและการเก็บไฟล์เป็นมาตรฐาน
  • ช่วยให้ AI AutoCut และ Batch AB Roll ทำงานได้เสถียรกว่าเดิม
หน้าจอ Monitor จากโปรแกรมจริง
Monitor ใช้จับตาความเปลี่ยนแปลงของโฟลเดอร์งานและดูสถานะได้แบบต่อเนื่อง

หน้าที่ของ Monitor

Monitor เหมาะกับคนที่ต้องวางโปรแกรมไว้ดูโฟลเดอร์งานต่อเนื่อง เพื่อเช็กว่ามีไฟล์เข้าใหม่, มีการเปลี่ยนแปลง, หรือมีสถานะอะไรที่ควรสังเกตระหว่าง workflow

หน้าจอมีอะไรบ้าง

  • พื้นที่ระบุโฟลเดอร์ที่ต้องการมอนิเตอร์
  • สถานะการเฝ้าดูและ log ของเหตุการณ์ที่ตรวจพบ
  • ปุ่มควบคุมการเริ่มและหยุดการมอนิเตอร์

กรณีใช้งานจริง

  • ให้ทีมตัดต่อดูโฟลเดอร์รับงานที่มีคนโยนไฟล์เข้ามาเรื่อย ๆ
  • ใช้ตรวจว่า process หลังบ้านมีการสร้าง output แล้วหรือยัง
  • ใช้เป็นหน้าสังเกตการณ์ระหว่างปล่อย batch ให้วิ่งยาว

ประโยชน์ที่ได้

  • ลดการเปิดโฟลเดอร์เดิมซ้ำ ๆ เพื่อรีเฟรชเองด้วยมือ
  • ช่วยให้เห็นความเคลื่อนไหวของงานแบบ realtime มากขึ้น
  • เหมาะกับงานที่คนดูระบบกับคนเตรียมไฟล์เป็นคนละคนกัน
หน้าจอ History จากโปรแกรมจริง
History รวมประวัติการรันงานเพื่อช่วยตรวจย้อนหลังและตามหาสาเหตุของปัญหา

ทำไมแท็บนี้สำคัญ

เมื่อระบบเริ่มมีหลายงาน หลายโฟลเดอร์ และหลายรอบต่อวัน การมีหน้า History ทำให้ย้อนดูได้ว่างานไหนสำเร็จ, งานไหนข้าม, งานไหนมี warning, และ output/report เก็บไว้ตรงไหน

สิ่งที่คาดหวังได้จากหน้า History

  • รายการงานที่เคยรันตามลำดับเวลา
  • ตัวช่วยกรองหรือดูเฉพาะงานที่สำเร็จ, fail หรือ skip
  • ลิงก์หรือ quick action ไปยัง output และ report

ใช้ใน workflow ไหน

  • ใช้ตอบคำถามว่าเมื่อเช้ารันงานอะไรไปแล้วบ้าง
  • ใช้ตรวจว่างานที่ลูกค้าทักมานั้นอยู่ในรอบไหน
  • ใช้เทียบคุณภาพหรือสาเหตุความผิดปกติระหว่างหลายรอบการรัน

ประโยชน์ต่อทีม

  • ช่วย audit งานย้อนหลังได้เร็ว
  • ลดเวลาค้นไฟล์ output ด้วยมือ
  • ทำให้ support และ operator ใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน
หน้าจอ Quick VDO จากโปรแกรมจริง
Quick VDO ปัจจุบันยังอยู่ในสถานะ coming soon และยังไม่ใช่ workflow พร้อมใช้งานจริง

สถานะปัจจุบัน

แท็บนี้มีชื่ออยู่ในเมนูเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับฟีเจอร์ในอนาคต แต่ในสถานะปัจจุบันยังไม่ใช่หน้าที่ผู้ใช้ควรใช้ในงาน production

สิ่งที่ควรสื่อสารกับผู้ใช้

  • แท็บนี้ยังไม่ใช่ฟีเจอร์หลักของรุ่นปัจจุบัน
  • ถ้าต้องการงานที่ใช้งานได้ทันทีให้ใช้ AI AutoCut, Smart Auto หรือ A/B Roll แทน
  • การมีแท็บนี้อยู่คือการเตรียมจุดต่อขยาย UI สำหรับรุ่นถัดไป
หน้าจอ Activation จากโปรแกรมจริง
Activation เป็นแท็บสำหรับเปิดสิทธิ์ใช้งานและตรวจสอบสถานะ license ของเครื่องปัจจุบัน

องค์ประกอบหลักบนหน้าจอ

  • ช่อง Class Code สำหรับรหัส 8 หลัก
  • ช่อง Key สำหรับ stored license key
  • กล่องสถานะที่บอกว่า valid, checked, configured หรือยังไม่พร้อมใช้งาน
  • กล่อง meta ที่แสดง UID, email, plan, mode, program และวันหมดอายุ
  • ปุ่ม Activate 8-Digit, Verify Key, Refresh และ Clear

ลำดับการ activate

  1. ผู้ใช้กรอก class code 8 หลัก
  2. ระบบใช้ special key จากเซิร์ฟเวอร์แบบ hidden bootstrap เพื่อขอ user key ให้เครื่อง
  3. เมื่อ activate สำเร็จ ระบบจะได้ key ใหม่และบันทึกสถานะ license
  4. ผู้ใช้กด Verify Key ได้เพื่อยืนยันสถานะซ้ำ

ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้เห็น

  • ข้อความสถานะว่าคีย์ถูกต้องหรือไม่
  • UID, email, plan และ program ที่ผูกกับ license
  • วันหมดอายุที่จะแสดงทั้งในแท็บและแถบหัวของโปรแกรม

เหมาะกับ workflow ไหน

  • ใช้เปิดสิทธิ์เครื่องใหม่ก่อนเริ่มใช้งานจริง
  • ใช้เช็ก license เวลา support ลูกค้าที่แจ้งว่าเปิดโปรแกรมไม่ได้
  • ใช้รีเฟรชสถานะหลังเปลี่ยนข้อมูลหรือย้ายเครื่อง